เอกชน หนุนไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ชี้อุ้มกลุ่มเปราะบางแทนหว่านแห ดันโซลาร์ Made in TH
อัปเดตเมื่อ: 11 สิงหาคม 2569 เวลา 18:27อ่าน 3 นาที

เอกชน หนุนไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ชี้อุ้มกลุ่มเปราะบางแทนหว่านแห ดันโซลาร์ Made in TH เปลี่ยนผ่านรถบัสสู่อีวี เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม นายธนิต โสรัตน์
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมพิจารณาไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 หลังโครงการจะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายนนี้ว่า
ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในขณะนี้กำลังเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องอย่างหนักทั้งในภาคเอกชนและภาคครัวเรือน เนื่องจากรายจ่ายของประชาชนเพิ่มสูงขึ้นในขณะที่รายได้ยังคงเดิม
รายละเอียดเพิ่มเติม
ส่งผลให้กำลังซื้อในตลาดหดตัวและภาคธุรกิจมียอดขายลดลง ดังนั้น การที่รัฐบาลจะนำโครงการไทยช่วยไทยพลัส เศรษฐกิจกลับมาใช้อีกครั้งจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และเป็นเรื่องที่สมควรทำ
นายธนิต กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลจะเดินหน้า โครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 มองว่าควรปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการแจกเงินแบบหว่านแหทั่วไป มาเป็นการมุ่งเป้าช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
และผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มเปราะบาง ที่มีรายได้ตำ่ อดมื้อกินมื้อ ทำให้เขาสามารถมีข้าวกินทุกมื้อ แทนการนำเงินไปอุดหนุนกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อมากอยู่แล้ว
สถานการณ์ล่าสุด
โดยเสนอว่ารัฐบาลอาจะพิจารณาเพิ่มวงเงินช่วยเหลือจากเดือนละ 1,000 บาท เป็น 1,500 บาท และยืดระยะเวลาโครงการออกไป พร้อมเสนอแนวคิดให้ปรับสัดส่วนการร่วมจ่าย เป็นรัฐบาลอุดหนุน 70%
และประชาชนจ่าย 30% ซึ่งอาจจะต้องลดจำนวนคนรับสิทธิลงและจำกัดเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุดและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่คนยากจน นายธนิต กล่าวว่า
สำหรับการดำเนินนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่รัฐบาลมีแนวทางสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) นั้น มองว่าเป็นโครงการที่ควรทำมานานแล้ว
มุมมองและผลกระทบ
เพื่อช่วยลดค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและธุรกิจแต่เนื่องจากต้นทุนการติดตั้งในปัจจุบันยังสูงมากเนื่องจากยังเป็นการนำเข้าในส่วนใหญ่และสถาบันการเงินมักปล่อยกู้ยาก
รัฐบาลจึงควรเข้ามาช่วยเหลือผ่านมาตรการทางภาษี เช่น การสร้างแรงจูงใจในการให้สิทธิลดหย่อนภาษี ส่วนการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารของรัฐก็ควรจะมีไม่ยุ่งยากซับซ้อน ทั้งนี้
สิ่งที่ต้องทำควบคู่กัน คือรัฐบาลจะต้องกำหนดเงื่อนไขให้ผู้เข้าร่วมโครงการต้องซื้อแผงโซลาร์เซลล์หรืออุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand) หรือใช้ชิ้นส่วนในประเทศเท่านั้น
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
เนื่องจากขณะนี้ยังเป็นการนำเข้าอยู่มาก ซึ่งทำให้เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศและไม่เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย ดังนั้นเมื่อรัฐบาลสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภายในประเทศ
ตั้งเป้าติดตั้งประมาณ 1 ล้านครัวเรือน การที่สนับสนุนโซลาร์เซลล์ที่ผลิตในประเทศ จะทำให้เกิด Economy of Scale สร้างงานสร้างอาชีพ
และป้องกันไม่ให้เม็ดเงินสนับสนุนจากรัฐบาลไหลออกไปต่างประเทศ “เราต้องทำคู่กัน ต้องมีมาตรการว่าใครจะได้โครงการนี้ต้องซื้อจากในประเทศที่ผลิตในประเทศไทย
ทำให้การผลิตของเราเพิ่มขึ้นจนเกิด Economy of scale หรือแม้แต่คนที่นำเข้าแบบสำเร็…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



