จับตาดีล 2 ยักษ์ PTTGC-SCGC ร่วมทุนปิโตรเคมี มูลค่า 6 หมื่นล้านบาท คาดปลายเดือน ก.ย. นี้ มีความชัดเจน ดันกำลังผลิตขึ้น Top 10 โลก
อัปเดตเมื่อ: 11 สิงหาคม 2569 เวลา 16:45อ่าน 3 นาที

ท่ามกลางความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโลกที่กำลังเผชิญกับพายุความไม่แน่นอนรอบทิศทาง ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน ซัพพลายเชนชะงักงัน
ประเด็นสำคัญ
และปัญหากำลังการผลิตปิโตรเคมีล้นตลาด รวมทั้งสถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ได้เริ่มเห็นผู้เล่นรายใหญ่ของประเทศ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC
กับบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ต้องเร่งปรับตัว ประเด็นสำคัญ เปิดไทม์ไลน์และขั้นตอนการทำงาน บิ๊กดีลร่วมทุน PTTGC-SCGC หนุนขึ้น Top 10 โลก ลดหนี้แสนล้าน
รายละเอียดเพิ่มเติม
สลัดความกังวลระยะสั้น ผลงาน Q2/69 ฟื้นตัวแกร่ง ด้วยกลยุทธ์ ‘Integrated Value Chain’ แผน PTTGC สร้างสมดุลใหม่ 70:30 ภายในปี 73 มุ่งสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ‘Holistic Optimization’ และ
‘พลังนวัตกรรมของคนในองค์กร’ รับมือความเสี่ยงปัจจัยภายนอกและนโยบายรัฐ ในงานแถลงผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ PTTGC ได้เปิดเผยความคืบหน้าในการศึกษาความเป็นไปได้ทางกลยุทธ์ระหว่าง PTTGC
กับ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC บริษัทย่อยในกลุ่ม ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์
สถานการณ์ล่าสุด
ครอบคลุมพอลิเอทิลีน – PE และพอลิโพรพิลีน – PP) ในประเทศไทย โดยผู้เชี่ยวชาญในวงการปิโตรเคมีให้สัมภาษณ์ให้ข้อมูลกับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า ประเมินว่าดีลการร่วมของ
PTTCG กับ SCGC ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ จะเป็นดีลที่มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 60,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นดีลที่มีมูลค่าที่สุดดีลหนึ่งในปีนี้ ขณะที่ก่อนหน้านี้ ด้านศักดิ์ชัย
ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC ให้ข้อมูลว่า ศึกษาการตั้งบริษัทร่วมทุนกับ PTTGC (GC)
มุมมองและผลกระทบ
ว่ามีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยให้เป็นเสาหลักที่สามารถส่งมอบวัตถุดิบสู่ผู้ประกอบการปลายน้ำได้อย่างยั่งยืน ดังนี้ กรอบความร่วมมือและกำลังการผลิต
โดยการศึกษาครั้งนี้ครอบคลุมเฉพาะทรัพย์สินและธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยเป็นหลัก โดยเน้นที่กลุ่มเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีน (PE) และโพลีโพรพิลีน (PP) หากการรวมตัวเกิดขึ้น
จะทำให้บริษัทร่วมทุนแห่งใหม่มีกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกรวมกันกว่า 6 ล้านตัน จากปัจจุบันที่แต่ละฝ่ายมีกำลังผลิตฝ่ายละประมาณ 3 ล้านตัน และมีกำลังการผลิตสารตั้งต้นรวมกว่า 7 ล้านตัน
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
การประเมินทรัพย์สินและสัดส่วนการถือหุ้น ในหลักเกณฑ์ในการพิจารณาสัดส่วนการถือหุ้นจะไม่ได้ดูจากมูลค่าทางบัญชี (Book Value) หรือขนาดของสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว
แต่จะใช้หลักการทางการเงินเพื่อประเมินจาก ‘ความสามารถในการทำกำไร’ ของสินทรัพย์ทั้งสองฝ่าย แล้วนำมาคำนวณอัตราส่วนการถือหุ้นที่เหมาะสมของแต่ละบริษัทในโครงสร้างใหม่
ส่วนกรณีของบริษัทร่วมทุนปลายน้ำที่มีพาร์ทเนอร์ต่างชาติร่วมถือหุ้นอยู่ด้วยนั้น จะถูกนำมารวมอยู่ในการศึกษาครั้งนี้ แต่การดำเนินการจริงจ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



