สทนช. ยันฝนตกหนักน่านไม่ใช่ "เรนบอมบ์" มวลน้ำถึงเวียงสา 20-21 ส.ค.นี้
อัปเดตเมื่อ: 20 สิงหาคม 2569 เวลา 13:42อ่าน 3 นาที

วันนี้ (20 ส.ค.2569) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ หลังเกิดฝนตกหนักเนื่องจากร่องความกดอากาศต่ำ
อ่านข่าวในหมวด ต่างประเทศ เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันในหลายตำบลของ จ.น่าน โดยมีรายงานปริมาณฝนสะสมสูงสุดถึง 388 มม. ส่งผลกระทบอย่างหนักในพื้นที่ อ.ท่าวังผา อ.สันติสุข และ อ.ภูเพียง
โดยช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมา ระดับน้ำได้ขึ้นสูงสุดโดยมีอัตราการไหลของน้ำอยู่ที่ 2,165 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้น้ำล้นตลิ่งฝั่งอำเภอเมืองน่าน สูงกว่าตลิ่ง 60 ซม. และฝั่ง อ.ภูเพียง
รายละเอียดเพิ่มเติม
สูงกว่าตลิ่งประมาณ 1.10 ม. มวลน้ำตอนบนไหลลงลุ่มต่ำเวียงสา สทนช. ยืนยันไม่ใช่ "เรนบอมบ์" นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ
ได้วิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วมในลุ่มน้ำน่านว่า ปัจจัยสำคัญเกิดจากปริมาณฝนตกสะสมเกิน 300 มม. บริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน โดยมวลน้ำจากตอนบนแถบ อ.ปัว จะเคลื่อนตัวผ่าน อ.ท่าวังผา
เข้าสู่ตัวเมืองน่าน ซึ่งประเมินว่าจะปริ่มตลิ่งแต่ยังต่ำกว่าแนวพนังกั้นน้ำของเทศบาลเมืองน่าน อย่างไรก็ตาม มวลน้ำทั้งหมดจะหลากลงไปรวมกันที่ อ.เวียงสา ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ
สถานการณ์ล่าสุด
จึงต้องเฝ้าระวังผลกระทบอย่างใกล้ชิดในช่วงวันที่ 20–21 ส.ค.นี้ สำหรับสาเหตุของฝนตกหนัก ยืนยันว่าเป็นผลกระทบโดยตรงจากร่องความกดอากาศต่ำที่พาดผ่านภาคเหนือ
ทำให้เกิดแนวปะทะและฝนตกหนักในระยะเวลาสั้น ๆ ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์เรนบอมบ์แต่อย่างใด ทั้งนี้ ในช่วง 7 วันข้างหน้า อิทธิพลของร่องมรสุมที่เลื่อนลงมาจากทางตอนใต้ของประเทศจีน
จะส่งผลให้มีฝนตกกระจุกตัวและเสี่ยงต่อภาวะน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่หลายจังหวัด ได้แก่ ภาคเหนือ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ พะเยา อุตรดิตถ์ เชียงราย แพร่ น่าน ภาคอีสาน หนองคาย
มุมมองและผลกระทบ
บึงกาฬ นครพนม สกลนคร ภาคตะวันออก จันทบุรี ตราด โดยจากการคาดการณ์ฝนสะสม 3 วันล่วงหน้า (19-21 ส.ค.) ใน จ.น่าน พบว่า อ.ปัว อ.สันติสุข และ อ.ท่าวังผา จะมีปริมาณฝนสะสมสูงถึง 95-270 มม.
เตือนวิกฤตคู่ขนาน น้ำท่วมบางจุด-เสี่ยงภัยแล้ง แม้ว่าในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือจะกำลังประสบปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน แต่ในภาพรวมระดับประเทศ ไทยกลับกำลังเผชิญความเสี่ยงสูงต่อภาวะภัยแล้ง
เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนหลักทั่วประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 50 กว่าเท่านั้น โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่อย่างเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ยังคงมีปริมาณน้ำน้อย
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
หากปริมาณฝนตกเหนือเขื่อนไม่เป็นไปตามคาดการณ์ อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการใช้น้ำในฤดูแล้งหน้า ซึ่งปัจจุบันบางพื้นที่ เช่น จ.สุรินทร์ เริ่มประสบปัญหาขาดแคลนน้ำแล้ว และ สทนช.
ได้เริ่มชี้เป้าจังหวัดเสี่ยงวิกฤตขาดแคลนน้ำในช่วงปลายปี สถานการณ์ในปัจจุบันสะท้อนว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงแบบ 2 ขั้วอย่างชัดเจน
ด้านหนึ่งต้องเตรียมพร้อมรับมือมวลน้ำหลากในพื้นที่เสี่ยงภัยซ้ำซาก แต่อีกด้านหนึ่งกลับมี "พื้นที่เงาฝน" ที่กำลังเจอปัญหาฝนทิ้งช่วง ดังนั้น สทนช. จึงต้องเร่งบริหารจัดการน้ำแบบคู่ขนาน
โดยเร่งผันน…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยพีบีเอส



