รัฐ-เอกชน ชงวิจัย ดันนโยบายเชิงรุก "วัคซีนหัดเข็ม 3" มุ่งเป้าโรคหัดหมดไปจากไทย
อัปเดตเมื่อ: 18 สิงหาคม 2569 เวลา 20:03อ่าน 3 นาที

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2569 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และอีกหลายหน่วยงานเปิดผลวิจัยเรื่อง
ประเด็นสำคัญ
การประเมินปรับปรุงแนวทางการให้วัคซีนหัด โดยอาศัยผลสำรวจภูมิคุ้มกันในประชากรไทย นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. กล่าวว่า โรคหัดเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน
แต่ยังพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในเด็กเล็กและประชากรที่มีภูมิคุ้มกันไม่เพียงพอ แม้ว่าจะดำเนินโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคหัดมาอย่างต่อเนื่อง
รายละเอียดเพิ่มเติม
แต่ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการกำจัดโรคหัดได้ สวรส. จึงสนับสนุนงานวิจัยเพื่อประเมินระดับภูมิคุ้มกันของประชากรในแต่ละช่วงอายุ มีช่องว่างอยู่ที่ใด
และมาตรการที่ใช้อยู่เพียงพอต่อสถานการณ์ทางระบาดวิทยาในปัจจุบันหรือไม่ โดยมองว่าการกำจัดโรคหัด จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งหน่วยงานนโยบาย นักวิจัย ระบบบริการสุขภาพ
ห้องปฏิบัติการ บุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ และประชาชน ด้าน ภก.อภิชัย พจน์เลิศอรุณ กล่าวว่า กรมควบคุมโรค มุ่งมั่นนำประเทศไทยสู่เป้าหมายการกำจัดโรคหัด
สถานการณ์ล่าสุด
และหัดเยอรมันตามเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO) โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มความครอบคลุมของวัคซีน MMR ซึ่งเป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงในเข็มที่ 1 (MMR1)
ฉีดในเด็กไทยทุกคนเมื่ออายุ 9 เดือน และเข็มที่ 2 (MMR2) ฉีดในเด็กไทยทุกคนเมื่ออายุ 2 ปี 6 เดือน ให้ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ มาตรการสำคัญ ได้แก่
กำหนดแนวทางเร่งรัดติดตามการให้วัคซีน MMR แก่กลุ่มเด็กตกหล่น การเฝ้าระวังและสอบสวนโรคอย่างรวดเร็วภายใน 48 ชั่วโมง เมื่อเกิดการระบาด การเชื่อมโยงฐานข้อมูลวัคซีนรายบุคคล
มุมมองและผลกระทบ
การสร้างความเชื่อมั่นในการรับวัคซีน และการบูรณาการความร่วมมือร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกระดับ เพื่อร่วมกันติดตามดูแลและลดอัตราการเจ็บป่วยเสียชีวิตจากโรคหัด ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์
กล่าวว่า คุณค่าสำคัญของงานวิจัยคือช่วยให้เห็น ช่องว่างของภูมิคุ้มกันโรคหัด ในประชากรไทยชัดเจนขึ้น จากการศึกษาตัวอย่างซีรัมจำนวน 3,675 ตัวอย่าง
พบว่ามีความชุกของผู้ที่มีระดับภูมิคุ้มกันป้องกันโรคหัด โดยรวมอยู่ที่ร้อยละ 61.3 และกลุ่มที่เห็นช่องว่างภูมิคุ้มกันชัดเจนที่สุดคือ วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 14-31
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ปี หนึ่งในข้อเสนอจากงานวิจัยคือ การพิจารณาให้วัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มที่ 3 (MCV3) ในประชากรกลุ่มอายุ 10-40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่พบช่องว่างภูมิคุ้มกัน
พร้อมเสนอให้บูรณาการเข้ากับระบบวัคซีนในวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ เช่น ในสถานศึกษา มหาวิทยาลัย หรือสถานประกอบการ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงและลดต้นทุนการดำเนินงาน
นำไปใช้ในการออกแบบมาตรการของระบบบริการสุขภาพ ระหว่างรอการตัดสินใจเชิงนโยบายเรื่องวัคซีนเข็มที่ 3 สิ่งที่สามารถทำควบคู่กันได้ คือการเร่งเพิ่มความครอบคลุมของวัคซีนตามปกติ
โดยเฉพาะวัคซีนเข็มที่ 2 รวมถึงการทำมาตรการติดตามฉีดกระตุ้นแบบมุ่งเป้าในกลุ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยพีบีเอส



