อินโดนีเซียท้าชิงฐานผลิต EV-แบตเตอรี่ ไทยจะรักษา Automotive Hub ไว้ได้แค่นานไหน?
อัปเดตเมื่อ: 15 สิงหาคม 2569 เวลา 14:54อ่าน 3 นาที

สมรภูมิอุตสาหกรรมยานยนต์อาเซียนกำลังร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่ออินโดนีเซียส่งสัญญาณเปิดบ้านดึงการลงทุน ประเด็นสำคัญ EV โต แต่ไทยกำลังสร้างอุตสาหกรรมใหม่หรือแค่ตลาด?
อ่านข่าวในหมวด ธุรกิจ เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
เสีย Suzuki ได้ Neta บทเรียนที่ไทยต้องตอบให้ได้ ไทยผลิตรถลดลง ขณะที่ EV โตจากการนำเข้า จุดแข็งตลาดผู้บริโภคอินโดนีเซียใหญ่กว่าไทย ไทยกำลังห่วงฐานผลิต ท่ามกลางจีนที่เร่งออกนอกประเทศ แบรนด์ญี่ปุ่นกำลังถูกท้าทายด้วยกติกาใหม่ รัฐเร่งปรับฐานภาษีรถยนต์ใหม่ พร้อมเสนอการสนับสนุนในทุกมิติ หากโตโยต้าตัดสินใจขยายฐานการผลิตในประเทศเพิ่มเติม ขณะที่ฝั่งไทยกำลังเผชิญคำถามสำคัญว่า จะรักษาความเป็น ‘Automotive Hub’ ที่สั่งสมมากว่า 60 ปีไว้ได้อย่างไร ในวันที่อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลัง เปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่สู่รถยนต์ไฟฟ้า กระแสข่าวดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ หลัง ศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (ทีเอ็มที) ออกมาแสดงความกังวลถึงทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยตั้งคำถามถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV และการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนที่เข้มข้นขึ้นในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าว ยืนยันว่าไม่ใช่การประกาศว่า โตโยต้าจะย้ายฐานการผลิตหลักออกจากประเทศไทย แต่สะท้อนการแข่งขันที่กำลังเกิดขึ้นจริง เมื่ออินโดนีเซียเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานยานยนต์ของตัวเอง และพร้อมเสนอมาตรการสนับสนุนเพื่อดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม ที่สำคัญ อินโดนีเซียไม่ได้แข่งขันด้วยตลาดรถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่กำลังเร่งสร้างระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ โดย Toyota Motor Manufacturing Indonesia หรือ TMMIN ได้ร่วมมือกับ CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของจีน เพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ในประเทศ พร้อมลงทุนประมาณ 1.3 ล้านล้านรูเปียห์ หรือราว 75.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแผนเริ่มส่งออกแบตเตอรี่และชิ้นส่วนในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 นั่นหมายความว่า การแข่งขันระหว่างไทยกับอินโดนีเซียกำลังขยับจากการแย่ง ‘โรงงานผลิตรถยนต์’ ไปสู่การแย่งชิงทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่แบตเตอรี่ ชิ้นส่วน เทคโนโลยี บุคลากร ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทานและตลาดส่งออก ศุภกร ระบุว่า ประเทศไทยใช้เวลาสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์มาไม่ต่ำกว่า 60 ปี จนมีองค์ประกอบครบทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วน บุคลากร โรงงาน โลจิสติกส์ วิศวกรรม และตลาดส่งออก จนเกิดเป็น Automotive Ecosystem ที่ไม่ได้สร้างขึ้นได้ภายในวันสองวัน หรือหนึ่งสองปี แต่คำถามสำคัญคือ ข้อได้เปรียบที่ประเทศไทยมีอยู่ในวันนี้ จะยังเป็นข้อได้เปรียบในอีก 10-20 ปีข้างหน้าหรือไม่?
ศุภกร ยกตัวอย่างว่า จีนมีการเติบโตของ EV อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อขนาดตลาดใหญ่ขึ้น การเติบโตก็เริ่มชะลอตัว ขณะที่การแข่งขันรุนแรงจนผู้ผลิตจำนวนมากต้องหายไปจากตลาด ยุโรปยังมีการเติบโตของ EV จากแรงขับเคลื่อนของนโยบายสิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบ ขณะที่สหรัฐฯ มีสัดส่วน EV อยู่ราว 10% และผู้บริโภคเร…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



