ภาวิช จี้ยกร่าง กม.ศึกษาใหม่ ต้องแยก พ.ร.บ.ขั้นพื้นฐานฯ ยกเลิกประถม-มัธยม
อัปเดตเมื่อ: 7 สิงหาคม 2569 เวลา 16:28อ่าน 3 นาที

ภาวิช จี้ยกร่าง กม.ศึกษาใหม่ ต้องแยก พ.ร.บ.ขั้นพื้นฐานฯ ยกเลิกประถม-มัธยม ปลดล็อก ร.ร.มีอิสระ เตือน AI ดิสรัปฯ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์
อ่านข่าวในหมวด เทคโนโลยี เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
หัวหน้าศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อการปฏิรูปการศึกษาไทย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวในการบรรยายพิเศษเรื่อง
กฎหมายการศึกษาไทยในฐานะเครื่องมือหลักเพื่อการพัฒนาการศึกษาของชาติความเป็นมา : สถานภาพปัจจุบัน และแนวทางสำหรับอนาคต ในงานสัมมนาเรื่อง “พ.ร.บ.การศึกษา เพื่ออนาคตการศึกษา
รายละเอียดเพิ่มเติม
และการวิจัยไทย“ ที่อาคารสถาบัน 3 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา ไม่บรรลุผลเท่าไหร่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ในปัจจุบัน เป็นผลพวงจาก พ.ร.บ.การศึกษา 2540
ซึ่งมีหลักการดีๆ มากมาย แต่ผ่านมา 27 ปี สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก จำเป็นต้องมาดูเรื่อง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ ที่ไม่ใช่ฉบับเดียว แต่เป็นโครงสร้างทั้งระบบ และเครือข่าย
กลายเป็นนิติสถาปัตยกรรมของระบบการพัฒนาทุนมนุษย์แห่งชาติ เพราะกฎหมายการศึกษา ต้องไม่ใช่เฉพาะกฎหมายสำหรับจัดการศึกษา แต่ต้องเป็นกฎหมายของประเทศ สร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพมากขึ้น
สถานการณ์ล่าสุด
ศ.ดร.ภาวิช กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน AI เข้ามาดิสรัปชั่นเยอะมาก ซึ่งเป็นอันตรายมากถ้าใช้ไม่ถูก AI จะดิสรัปชั่นการศึกษา ซึ่งน่ากลัวมาก ขณะนี้ประเทศต่างๆ ตื่นตัวเรื่องการใช้ AI
ในการจัดการศึกษาอย่างมาก แต่เรื่องนี้ยังไม่ได้รับการขับเคลื่อนในไทย ดังนั้น ใน พ.ร.บ.การศึกษาฯ ควรจะมี 1 หมวดที่กล่าวถึง AI ซึ่งมาแน่นอน และถ้าไม่ตั้งรับตอนนี้ จะลำบาก
“ขณะนี้จะเห็นการตกต่ำของการศึกษา ไม่ว่าจะดูจากการประเมินต่างๆ จะไม่เห็นความก้าวหน้าด้านการศึกษา ไม่ว่าจะเอามาตรฐานไหนมาจับ พ.ร.บ.การศึกษา 2542 มีดีเยอะ
มุมมองและผลกระทบ
แต่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ก็เยอะ การยกร่างกฎหมายใหม่ น่าจะเป็นทางออกที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหม่ได้ ท่ามกลางคะแนน PISA ที่นิวโลว์ลงเรื่อยๆ ทุกด้าน ครูที่มีปัญหาเยอะมาก
และหลักสูตรที่พยายามแก้ แต่ไปไม่ถึงไหน” ศ.ดร.ภาวิช กล่าว ศ.ดร.ภาวิชกล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้รวบรวมปัญหาของการจัดการศึกษาไทย แบ่งเป็น 5 มิติของวิกฤตการศึกษา
1.คุณภาพที่ถดถอยเห็นได้จากผลการประเมินต่างๆที่ต่ำกว่ามาตรฐาน 2.ความเสี่ยงระดับชาติ ทางการศึกษาที่อ่อนแอนำไปสู่ประเทศที่อ่อนแอ 3. บิ๊กเกรดความอิสระ โดยสถานศึกษาถูกตรึงด้วยระบบราชการ
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
รับคำสั่งจากส่วนกลาง และขาดความยืดหยุ่น 4. ขาดความต่อเนื่องในด้านนโยบาย จากการที่เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีกระทรวงด้านการศึกษาทุก 9 เดือน และ 5.ไร้เข็มทิศนำทาง
ขาดแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลการสอบ PISA ของเด็กไทย มีคะแนนต่ำลงเรื่อยๆ และทำให้ไทยติด อยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมาถึง 30 ปี และถึงเวลาต้องปรับ
กฎหมายการศึกษาใหม่ “บทเรียนจาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 กระบวนการต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นแบบเลี่ยงบาลี ทำสิ่งที่เกิดขึ้นไปไม่ถึงไหน ต่อมามีการแยก พ.ร.บ.อาชีวศึกษา พ.ร.บ.อุดมศึกษา
และ พ.ร.บ.ปฐมวัย ส่วนที่เหลือใน พ.ร.บ.จะเป็นหลักการ และการศึ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



