‘เอ็ดดี้’ ร้องนายกฯ ช่วย ‘อ.ป้อม’ ด้วย
อัปเดตเมื่อ: 25 สิงหาคม 2569 เวลา 10:22อ่าน 3 นาที

25 ส.ค.2569- นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระและครีเอเตอร์ดิจิทัล โพสต์จดหมายเปิดผนึก กราบเรียน…
ประเด็นสำคัญ
นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ______________________________________________ เมื่อ “สิทธิในการร้องเรียน” กลายเป็นเครื่องมือกดดันคนทั้งระบบ #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ ผมติดตามเรื่องของ รศ.อัศวิณีย์ หวานจริง หรือ “อ.ป้อม” มาระยะหนึ่ง และยิ่งติดตาม ผมยิ่งเห็นว่าประเด็นนี้กำลังเลยจากข้อพิพาททางวิชาการธรรมดา ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นมาก คำถามคือ “คนหนึ่งคนมีสิทธิร้องเรียนได้แค่ไหน และสิทธินั้นมีขอบเขตหรือไม่?”
ตลอดเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา รศ.อัศวิณีย์ไม่ได้หลบหนีการตรวจสอบ ตรงกันข้าม เธอยินยอมให้ทั้งคณะและมหาวิทยาลัยตั้งกรรมการตรวจสอบ ให้ข้อมูล ให้เอกสาร และเข้าสู่กระบวนการสอบสวนตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด กระบวนการนั้นไม่ได้มีคนคนเดียวเป็นผู้ตัดสิน มีคณะกรรมการซึ่งมหาวิทยาลัยแต่งตั้ง มีผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการ มีการสอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องมากกว่า 10 คน และมีพยานเอกสารจำนวนมาก จากนั้นคณะกรรมการจึงมีข้อสรุปออกมา หลังใช้เวลาตรวจสอบเป็นเวลานาน สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างหากที่ผมคิดว่าน่าสนใจในเชิง “เกมอำนาจ” เมื่อผลการสอบสวนไม่เป็นไปตามที่ผู้ร้องต้องการ เรื่องไม่ได้จบลงที่การใช้สิทธิโต้แย้งตามกระบวนการเท่านั้น แต่กลับมีการยกระดับเรื่องขึ้นไปยังหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง มีการออกสื่อ มีการนำเรื่องเข้าสู่พื้นที่การเมือง และมีความพยายามทำให้ข้อกล่าวหาเดิมกลับมาเป็นประเด็นสาธารณะซ้ำอีกครั้ง แน่นอน ผู้ร้องมีสิทธิไม่เห็นด้วยกับผลสอบ มีสิทธิร้องเรียนต่อหน่วยงานที่สูงกว่า มีสิทธิขอให้ตรวจสอบกระบวนการ แต่ผมคิดว่าสังคมต้องเริ่มถามคำถามอีกด้านหนึ่งด้วยว่า ถ้ามีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสอบพยานจำนวนมาก ตรวจเอกสารจำนวนมหาศาล ใช้เวลาพิจารณาเกือบ 2 ปี แล้วผลออกมาไม่ตรงกับความต้องการของผู้ร้อง เราจะถือว่าคณะกรรมการทั้งหมด “ผิด” เพียงเพราะผู้ร้องคนเดียวไม่ยอมรับผลหรือ?
รายละเอียดเพิ่มเติม
และถ้าทุกครั้งที่กรรมการมีคำวินิจฉัยไม่ตรงใจผู้ร้อง กรรมการเหล่านั้นต้องเผชิญการร้องเรียน การฟ้องร้อง หรือแรงกดดันตามมา ต่อไปใครจะกล้ามาเป็นกรรมการสอบสวน?
นี่คือจุดที่คำว่า “สิทธิ” ต้องถูกพิจารณาควบคู่กับคำว่า “ความรับผิดชอบ” เพราะสิทธิในการร้องเรียนเป็นหลักประกันสำคัญของสังคมประชาธิปไตย แต่สิทธิในการร้องเรียนไม่ควรหมายถึงสิทธิที่จะบังคับให้ทุกองค์กรต้องตัดสินตามที่ผู้ร้องต้องการ และไม่ควรหมายถึงสิทธิที่จะเปิดกระบวนการใหม่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้คำตอบที่ตัวเองพอใจ มิฉะนั้น เราจะไม่ได้มี “ระบบตรวจสอบ” แต่จะกลายเป็นระบบที่ใครมีเสียงดังพอ มีเครือข่ายมากพอ มีพื้นที่สื่อมากพอ หรือมีอำนาจทางการเมืองมากพอ สามารถลากบุคคลหนึ่งเข้าสู่กระบวนการสอบสวนได้ไม่รู้จบ ผมจึงไม่ได้ถามว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องหรือไม่ มีครับ แต…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยโพสต์



