แนะส่องพฤติกรรมเด็ก เปิด "สัญญาณเตือน" ก่อนก่อเหตุร้าย
อัปเดตเมื่อ: 15 สิงหาคม 2569 เวลา 01:42อ่าน 3 นาที

ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา คนไทยต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมซ้ำซาก จากเหตุกราดยิงในโรงเรียนถึง 6 เหตุการณ์ใหญ่ นับแต่เหตุในห้างเทอร์มินอล 21 โคราช, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.อุทัยสวรรค์
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
หนองบัวลำภู, ห้างสยามพารากอน, ตลาด อ.ต.ก., โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ สงขลา และล่าสุดโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี แทบทุกครั้งปลายเหตุ คือ มาตรการล้อมคอก
แต่ฝันร้ายก็ยังคงเกิดขึ้นเนือง ๆ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา ผู้ช่วยคณบดีคณะสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า
รายละเอียดเพิ่มเติม
ปัจจุบันนี้แนวโน้มปัญหาความรุนแรงมักจะเกิดขึ้นในเด็กและเยาวชน และในประเทศไทยถือเป็นตัวอย่างที่ดี ทุกครั้งที่เกิดปัญหา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มักจะถอดบทเรียน
โดยนำแนวทางการศึกษาจากต่างประเทศมาใช้ ซึ่งมีสภาพแวดล้อม บริบทต่างจากสังคมไทย ก่อนที่จะนำกฎหมายมาบังคับใช้ ควรมีฐานข้อมูลสภาพแวดล้อม และมีการศึกษาพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน
จากการเก็บข้อมูลพบว่า อายุของผู้ก่อเหตุจะน้อยลงเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่เด็กก่อเหตุ หรือกระทำความผิด ก็จะมีกฎหมายคุ้มครอง คือ เด็กเยาวชนทำผิดไม่ต้องรับโทษ
สถานการณ์ล่าสุด
และต้องถูกนำตัวเข้าสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และควรมีการบันทึกข้อมูลไว้ว่า เด็กคนนี้เคยทำความผิดกี่ครั้ง คดีอะไรบ้าง แต่ข้อมูลตรงนี้ไม่มีเลย แม้จะก่อเหตุมาแล้ว 7-8 ครั้ง
จึงทำให้คนไทยที่เข้าเรือนจำครั้งแรก ก็จะไม่มีประวัติ พออายุ 20 มาก่อเหตุใหม่ แต่จะไม่พบข้อมูลการก่อเหตุในสมัยที่เป็นเด็ก เวลาเกิดเหตุก็ล้อมคอกกันทุกครั้ง ดร.ตฤณห์ อธิบายว่า
เคยถอดบทเรียนเหตุการณ์กราดยิงที่พารากอน จนเสร็จ มีการกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขให้ แต่ยังไม่เคยถูกนำมาใช้ เหตุการณ์กราดยิงในสหรัฐอเมริกา ยุคหนึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ
มุมมองและผลกระทบ
ในแต่ละปีจะเกิดเหตุการณ์กราดยิงจะนับ 100 ครั้ง ที่ช่วงพีคสุด คือปี 2023 มีการกราดยิงเกิดขึ้น 352 ครั้งหรือเฉลี่ยวันละ 1 ครั้ง แต่ต่อมามีความพยายามเข้าไปแก้ไขปัญหาดังกล่าว
จึงทำให้กราฟดิ่งลง กระบวนการแก้ปัญหาที่เขานำมาปรับใช้ คือการแก้ปัญหาเชิงรุก โดยเข้าไปในโรงเรียน เพื่อตรวจสอบความผิดปกติและพฤติกรรมของเด็กที่อาจจะมีความเสี่ยง การสังเกตพฤติกรรม
ลักษณะการพูดจาของเด็ก เช่น พูดน้อยลง การสบตาน้อยลง มีการเก็บตัว เริ่มวาดรูปที่ใช้สีโทนเข้ม สีแดง สีดำ หรือแม้กระทั่งวาดภาพสยองขวัญ หรือมีการพูดออกมาบางส่วน
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
หรือมีคำพูดที่แสดงความเจ็บแค้นน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่ได้รับความยุติธรรม มีการระบุชื่อคน ตัวตนว่า อยากทำร้ายใครเป็นพิเศษหรือไม่ นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนมาก ๆ แต่สัญญาณพวกนี้
หากเกิดในโรงเรียนไทย ครูไม่รู้ ดูไม่ออก เด็กเรียนเกรดตก ก็บอกว่าเด็กเกเร หรือโยนไปว่า เด็กติดเกม จะบอกให้ว่าเกมเป็นแค่ตัวกระตุ้น ไม่ใช่สาเหตุโดยตรง 100 เปอร์เซ็นต์ ดร.ตฤณห์
กล่าวว่า ในสหรัฐอเมริกาจะมีการเข้าถึงตัวเด็กที่มีปัญหา หลังติดตามพฤติกรรมเสี่ยงได้ก่อนที่เด็กจะมาก่อเหตุ ทำให้สกัดการเข้าถึงอาวุธปืนได้
ส่วนการแก้ปัญหาการก่อเหตุรุนแรงของเด็กและเยาวชนควรให้ สถาบันค…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยพีบีเอส



