ซากจรวด SpaceX พุ่งชนดวงจันทร์ นักวิทย์เร่งศึกษาผลกระทบขยะอวกาศ
อัปเดตเมื่อ: 6 สิงหาคม 2569 เวลา 00:56อ่าน 3 นาที

วันนี้ (5 ส.ค.2569) CNN รายงาน ชิ้นส่วนส่วนบน (Second Stage) ของจรวด Falcon 9 ที่พัฒนาโดยบริษัท SpaceX ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 4 ตัน (8,818 ปอนด์)
อ่านข่าวในหมวด ธุรกิจ เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ได้พุ่งเข้าชนพื้นผิวดวงจันทร์ด้วยความเร็วสูงกว่า 5,000 ไมล์/ชั่วโมง หรือราว 2.43 กม./วินาที เมื่อเช้าวันนี้จามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณใกล้กับแอ่งอุกกาบาตไอน์สไตน์ (Einstein Crater) ทางฝั่งซ้ายบนของดวงจันทร์ แม้ว่าการพุ่งชนครั้งนี้จะเกิดขึ้นในระยะห่างจากโลกประมาณ 225,623 ไมล์
รายละเอียดเพิ่มเติม
แต่นักวิทยาศาสตร์และองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NASA) ยืนยันตรงกันว่า เหตุการณ์นี้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ ต่อโลกมนุษย์อย่างแน่นอน ซากจรวดหนัก 4 ตัน
เดินทางจากภารกิจเมื่อปี 2568 ซากจรวดที่พุ่งชนดวงจันทร์ครั้งนี้เป็นจรวดท่อนบนของจรวด Falcon 9 ซึ่งถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 15 ม.ค.2568 เพื่อส่งยานลงจอดบนดวงจันทร์ 2 ลำ ได้แก่
ยาน Blue Ghost ของบริษัท Firefly Aerospace จากสหรัฐฯ และยาน Resilience ของบริษัท Ispace จากญี่ปุ่น หลังจากแยกตัวส่งยานเข้าสู่เส้นทางที่กำหนดแล้ว จรวดท่อนบนไม่ได้กลับเข้าสู่โลก
สถานการณ์ล่าสุด
แต่ยังคงลอยอยู่ในอวกาศ กระทั่งแรงโน้มถ่วงของระบบโลกและดวงจันทร์ รวมถึงอิทธิพลของกิจกรรมบนดวงอาทิตย์ ค่อย ๆ เปลี่ยนวิถีการเคลื่อนที่ จนสุดท้ายพุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์
สำหรับภารกิจดังกล่าว ยาน Blue Ghost สามารถลงจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จเมื่อเดือน มี.ค.2568 ขณะที่ยาน Resilience ลงจอดไม่สำเร็จในเวลาต่อมา ทั้งนี้ จรวด Falcon 9 ของ Space X
เป็นรุ่นที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และถูกนำไปใช้ในภารกิจอวกาศหลายครั้งแล้ว เมื่อจรวดทะยานขึ้น มันจะแยกออกเป็น 2 ส่วน ส่วนล่างใช้ส่งแรงขับเคลื่อนจะกลับสู่โลก
มุมมองและผลกระทบ
ส่วนเศษซากที่พุ่งตรงไปยังดวงจันทร์นั้นเป็นส่วนบน ตามรายงานการศึกษาฉบับร่างที่เตรียมตีพิมพ์ในวารสาร The Astrophysical Journal Letters ระบุว่า
การชนกันครั้งนี้จะทำให้เกิดหลุมอุกกาบาตแห่งใหม่บนพื้นผิวดวงจันทร์ ซึ่งมีความกว้างประมาณ 20- 30 เมตร (65 - 90 ฟุต) การสังเกตการณ์ด้วยตาเปล่าหรือกล้องโทรทรรศน์ทั่วไปจากบนโลกทำได้ยาก
เนื่องจากจุดที่เกิดการชนอยู่ในฝั่งที่ได้รับแสงอาทิตย์ ทำให้แสงวาบจากการปะทะซึ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วเวลาประมาณ 1 วินาที และจะถูกแสงสว่างของดวงจันทร์กลบไว้ อย่างไรก็ตาม
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ฝุ่นและเศษหินที่ฟุ้งกระจายขึ้นมาจากแรงกระแทกอาจได้รับแสงจากแสงอาทิตย์จนสะท้อนแสงให้กล้องโทรทรรศน์ประสิทธิภาพสูงสามารถบันทึกภาพไว้ได้ ทั้งนี้ ยานสำรวจ Korean Pathfinder Lunar
Orbiter ของเกาหลีใต้ และยาน Lunar Reconnaissance Orbiter (LRO) ของ NASA ได้ดำเนินการบันทึกภาพก่อนและหลังการชนเพื่อนำมาวิเคราะห์ต่อไป วิเคราะห์มาตรการจัดการขยะอวกาศในอนาคต
นักวิชาการชี้ว่า ปรากฏการณ์วัตถุประดิษฐ์จากฝีมือมนุษย์พุ่งชนดวงจันทร์ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้น้อยมาก
การพุ่งชนครั้งนี้ประเมินว่าส่งผลให้หินและเศษวัตถุบนดวงจันทร์กระจายออกไปไกลถึง 500 ไมล์ หรือ 805 กิโลเมตร ด…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยพีบีเอส



