สรณร้องศาลวืดยกแรก จับตาถก‘บอร์ดกสทช.’
อัปเดตเมื่อ: 5 สิงหาคม 2569 เวลา 00:01อ่าน 3 นาที

“สรณ” ดิ้นอีกเฮือก!
อ่านข่าวในหมวด ทั่วไป เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ฟ้องคดี กก.สรรหาฯ ต่อศาลปกครอง ร่ายยิบ 92 หน้า ย้ำเป็นมติไม่ชอบด้วยกฎหมาย-ไม่เป็นกลาง ศาลยกคำร้องไต่สวนเร่งด่วน ส่วนรับฟ้องหรือไม่อยู่ที่กระบวนการตั้งองค์คณะ “ปกรณ์” ลั่นไม่กระทบทูลเกล้าฯ ถวาย แต่ต้องตรวจสอบตามกฎหมายให้สะเด็ดน้ำก่อน “หมอสุภัทร-วัส” จี้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้องค์กร กสทช.เดินหน้า จับตา!
ถกบอร์ด กสทช.ส่อล่มซ้ำ เมื่อวันอังคารที่ 4 สิงหาคม 2569 นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ถูกคณะกรรมการสรรหา กสทช.มีมติเอกฉันท์ว่ามีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 จึงถือว่าได้สละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ได้มอบอำนาจให้ทนายความยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางเพื่อสู้คดีแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ 3 ส.ค. สำหรับคำร้องของ นพ.สรณมีความยาว 92 หน้า โดยฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช.ที่มีคำวินิจฉัยดังกล่าว เพราะมีผลกระทบโดยตรงต่อสถานภาพของผู้ฟ้องคดีในฐานะประธานกรรมการ กสทช. อันเป็นตำแหน่งที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว และมีผลกระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในการดำรงตำแหน่ง ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่อย่างร้ายแรง คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริง เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะพิจารณาหรือวินิจฉัยประเด็นคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดีในการดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. คำฟ้องระบุอีกว่า ผู้ถูกฟ้องขาดความเป็นกลางในการพิจารณาวินิจฉัยประเด็นคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดี อีกทั้งยังดำเนินการโดยไม่โปร่งใสและไม่เป็นธรรม ละเว้นที่จะรับฟังและไม่ยอมพิจารณาข้อคัดค้านตามตัวบทกฎหมาย รวมทั้งไม่ชี้แจงให้ผู้ฟ้องคดีทราบในทุกประเด็นที่ได้มีการคัดค้านและสอบถาม แม้ผู้ฟ้องคดีจะมีหนังสือคัดค้านและขอทราบข้อเท็จจริงไปหลายครั้ง “ผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาวินิจฉัยประเด็นคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดีในการดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. โดยไม่ครบองค์ประชุม และมีเจตนาเพิ่มองค์ประชุมโดยมิชอบ ทั้งที่มีผู้ทักท้วงและถอนตัว ไม่เปิดโอกาสให้มีการชี้แจงและรับฟังพยานหลักฐานโดยชอบ โดยเจตนาฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง” คำฟ้องระบุและว่า ด้วยเหตุดังกล่าว คำวินิจฉัยที่ 1/2569 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริง ชอบที่ศาลจะพิจารณามีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีเสียทั้งสิ้น โดยให้มีผลย้อนหลังในการเพิกถอนนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัยดังกล่าวเสมือนไม่มีคำวินิจฉัยดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น ในท้ายคำฟ้องของ นพ.สรณย้ำว่า การที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหาฯ ครั้งนี้ เป็นเพราะผู้ถูกฟ้องคดีได้ระบุไว้ในคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ว่า หากผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึง…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยโพสต์


