ครม.เคลียร์ปม "ทรงผมนักเรียน" ไม่แก้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ เปิดทาง รร.กำหนด
อัปเดตเมื่อ: 18 สิงหาคม 2569 เวลา 21:50อ่าน 3 นาที

วันนี้ (18 ส.ค.2569) ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะ
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
เรื่องการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของเด็ก กรณีการไว้ทรงผมของนักเรียน ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ ภายหลังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
มีข้อเสนอเกี่ยวกับการกำหนดและบังคับใช้กฎเรื่องทรงผมนักเรียน โดยผลการพิจารณามีสาระสำคัญว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546
รายละเอียดเพิ่มเติม
เพื่อกำหนดเรื่องทรงผมนักเรียนโดยเฉพาะ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า เหตุผลสำคัญคือ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มีวัตถุประสงค์หลักในการสงเคราะห์
คุ้มครองสวัสดิภาพและส่งเสริมความประพฤติของเด็ก รวมถึงคุ้มครองสิทธิ สวัสดิภาพและความปลอดภัยของเด็ก
ขณะที่กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจในการกำหนดแบบหรือรายละเอียดเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนโดยตรง จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ
สถานการณ์ล่าสุด
เพื่อบัญญัติเรื่องทรงผมโดยเฉพาะ การที่ไม่แก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ ไม่ได้หมายความว่าเรื่องทรงผมนักเรียนจะไม่มีกรอบ หรือปล่อยให้เป็นไปตามอำเภอใจ เนื่องจาก
ศธ.ยังสามารถกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติ ภายใต้อำนาจตามกฎหมายด้านการศึกษา เพื่อให้สถานศึกษานำไปกำหนดแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละแห่งได้ ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ
ยกเลิกระเบียบว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียนเดิม และกำหนดแนวนโยบายเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียน และนักศึกษาของสถานศึกษา โดยให้การกำหนดแนวปฏิบัติเป็นไปตามบริบท
มุมมองและผลกระทบ
และความเหมาะสมของแต่ละสถานศึกษา โดยต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนักเรียน สำหรับการกำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติ
รายงานให้คำนึงถึงความหลากหลายของระบบ รูปแบบและวิธีการจัดการศึกษา รวมถึงความแตกต่างของกลุ่มเป้าหมายและบริบทของแต่ละสถานศึกษา
เพื่อให้กฎหรือแนวปฏิบัติที่กำหนดขึ้นมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ขณะเดียวกัน สถานศึกษาไม่ควรกำหนดแนวปฏิบัติเรื่องทรงผมโดยตัดสินใจฝ่ายเดียว
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
แต่ควรรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน ผู้ปกครองและผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง ก่อนกำหนดหรือประกาศใช้ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้เกิดความเข้าใจ และความชัดเจนในการปฏิบัติ
เพื่อให้กติกาที่กำหนดขึ้นสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาและได้รับการมีส่วนร่วมจากผู้ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ หากนักเรียนหรือนักศึกษาไม่ปฏิบัติตามระเบียบ หรือข้อบังคับของสถานศึกษา
การดำเนินการทางวินัยยังสามารถดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่ ศธ.กำหนดได้ แต่ต้องไม่ดำเนินการในลักษณะที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในร่างกายของนักเรียน
โดยครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า ผลการพิจารณาครั้งนี้ทำให้เกิดความชัดเจนว่า
การคุ้มครองสิทธิเด็กไม่ได้หมายถึงการยกเลิกกรอบหรือระ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยพีบีเอส



